เทรนด์ใหม่ของคน Gen Y เริ่มทำงานแบบรีโมท เพิ่มช่องทางการหารายได้


Gen Y ผู้ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

Gen Y เป็นเจเนอเรชั่นเกิดในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก โตมากับดิจิตอลและเทคโนโลยี มีความทันสมัย มีสมาร์ทโฟน เข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างของต่างชาติ ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางการเสพช่าว อัปเดตข้อมูล ความรู้ โฆษณา ติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นวัยทำงานตอนต้นจนถึงวัยผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 23 – 40 ปี จะมีการศึกษาที่ดี จบการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป ให้ความสำคัญกับอนาคต เรื่องอาชีพการทำงาน มีต้องการเปลี่ยนงานเพื่อเงินเดือนและทักษะส่วนตัวที่มากขึ้น มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เกรงกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ

โรคระบาดบุกโลก

ย้อนไปตั้งแต่จุดกำเนิดของไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) เริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งยังไม่มีใครทราบว่ามันคือโรคระบาดที่ร้ายแรง คนจีนต่างคิดว่ามันเป็นเพียงแค่โรคปอดอักเสบธรรมดา เกิดขึ้นรอบๆตลอดที่ขายอาหารทะเลส่งออก ไม่มีใครทราบสาเหตุการเกิดโรคปอดอักเสบ คิดว่าแค่รักษาตามแผนก็จะหายเป็นปกติ หลังจากนั้นก็เริ่มลุกลาม แพร่กระจายไปประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบผู้ป่วยโควิดในไทยวันแรกวันที่ 13 มกราฯ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน  ความน่ากลัวของไวรัสนี้คือกล้าจะรู้ตัวว่าติดเชื้อไวรัส ก็ได้แพร่เชื้อนี้กับคนอื่นไปแล้ว เนื่องจากระยะแรกๆ หลังได้รับเชื้อ จะยังไม่แสดงอาการ จึงจำเป็นต้องกักตัวคนที่มาจากพื้นที่ที่เป็นสุ่มเสี่ยง จากวันแรกนับจนถึงวันนี้ถือว่ากินเวลาไปถึง 4 เดือนไปแล้ว เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบแบบโดยตรง

รายได้หลายทาง = Save ชีวิต

ทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมาก จะเรียกได้ว่าสมาร์ทโฟนเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์ก็เป็นได้ เทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้เกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมาหลากหลาย ลองคิดง่ายๆว่า การมีรายได้แค่ทางเดียวเท่ากับว่าเรามีกระเป๋าเงินเพียงแค่ใบเดียว จากอาชีพเดียว ซึ่งถ้าหากว่าเราจำเป็นต้องลาออกกะทันหันเพราะเหตุฉุกเฉินบางอย่าง หรือถูกเลิกจ้าง หรือถูกพักงาน กระเป๋าใบเดียวนั้นอาจไม่พอประทังทั้งชีวิตก่อนหางานใหม่ วันนี้เราอยู่ในยุคที่อะไรก็ไม่แน่นอน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ โดยเฉพาะคนที่มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเยอะ หรือมีหนี้ที่ต้องผ่อนนู้นนี่ ควรมีกระเป๋าเงินหลายๆใบ เพื่อเป็นเกราะป้องกันพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

มนุษย์เงินเดือนก็สามารถมีรายได้หลายทางจากอาชีพเสริมต่างๆ ได้ ตอนนี้แม้แต่เด็กประถมยังมีสมาร์ทโฟนไปโรงเรียน หรือแม้แต่เด็กวัยมัธยมตอนนี้ก็ยังมีอาชีพเสริมขายของออนไลน์ทำระหว่างเรียน มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีวันหยุด คือ เสาร์ อาทิตย์ ถ้าหากว่าวันธรรมดาเราเลิกงานดึก ก็สามารถทำอาชีพเสริมได้ในวันหยุด มีงานหลากหลายที่ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ สามารถทำได้ง่ายๆ ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ เราเรียกงานเหล่านี้ว่า Remote Work อาจจะทำเป็นอาชีพเสริม หรือบางคนลองแล้วติดใจ คิดว่าตัวเองเหมาะกับลักษณะงานแบบนี้ ก็สามารถทำเป็นฟรีแลนซ์ก็ได้

หลังจากบริษัทปรับให้ Work from home

ผลกระทบของโควิด-19 ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ มีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เริ่มมีนักวิชาการ นักวิจัยจากสถาบันต่างๆ ได้ออกมาพูดถึงเทรนด์และการเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตของคนในอนาคตกันมากขึ้น และหนึ่งในนั้น คือ การ “Work From Home (WFH)” คือ การทำงานที่บ้าน ซึ่งปัจจุบันแทบทุกบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนระบบ และค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับการ Work from home กันมากยิ่งขึ้น

การทำงานที่บ้านทำให้เราไม่เสียเวลา

ผลการสำรวจจากเว็บไซต์ RescueTime ล่าสุด (2020) มีการนำพนักงานมากกว่า 500 คน ทั้งบริษัทขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เปลี่ยนเป็น Work from home หรือเรียกว่า Remote Workers มาทำการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตหลังจากที่หลายบริษัทได้มีการประกาศให้กักตัวและทำงานจากบ้าน

ซึ่ง RescueTime ได้สรุปผลที่ได้จากการทำ Remote Job และแบ่งประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงนี้ ออกมาเป็น 3 ข้อ หลักๆ ด้วยกัน คือ

1. การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพในการทำงาน

RescueTime ได้มีการติดตาม พฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของบุคคลกลุ่มทดลองดังกล่าว เมื่อเทียบกับการทำงานในออฟฟิส และผลสำรวจออกมา ดังนี้

o   ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น 4%

o   ลดการสื่อสารในด้านทำงานโดยไม่จำเป็นได้ถึง 18%

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น โดยปกติแล้ว จำนวนวันทำงานของคนทั่วไป ตกเฉลี่ยอยู่ปีละ 261 วัน และการทำงานผ่านระบบ Remote Working สามารถทดแทนประสิทธิภาพในการทำงานได้มากถึง 58 ชั่วโมง และลดปริมาณการสื่อสารได้ถึง 256 ชั่วโมง ในระยะเวลาหนึ่งปี

2. มีเวลาใช้ชีวิตมากกว่าพนักงานออฟฟิศ

แน่นอนว่าการทำงานในแบบ Remote Work ทำให้ประหยัดเวลาในส่วนต่างๆ ได้มาก เมื่อเทียบกับการทำงานที่ออฟฟิศ ซึ่งเราจะมีเวลาเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ยวันละ 2 – 5 ชั่วโมงครึ่ง

3. มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น

การผลิตผลงานออกมาให้ดี ให้มีคุณภาพ เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลักๆ นั้น ต้องเริ่มจากสภาพจิตใจที่ดี การมีคุณภาพชีวิตที่ดี และแรงขับเคลื่อนในการทำงานที่ดีของตนเอง ซึ่งผลสำรวจได้เปิดเผยออกมาว่า กลุ่มคนที่ประกอบอาชีพ Remote Worker สามารถบรรลุเป้าหมายในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน มากกว่ากลุ่มคนที่ทำงานออฟฟิสมากกว่า 20% นอกจากนี้ มากกว่า 17% ของคนกลุ่มนี้ รู้สึกประสบความสำเร็จ และมีความสุขกับการทำงานในแต่ละวัน เมื่อเทียบกับการทำงานที่ออฟฟิศ

การทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน ดีที่สุดแล้วจริงหรือไม่

เคยสงสัยไหมว่าทำคนเราต้องทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน ติดต่อกัน 5 อาทิตย์ และหยุด 2 วัน จริงๆ แล้วการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลามาตรฐานสากลที่ทุกบริษัทใช้ โดยคิดเป็นเวลา 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด รัฐบาลกำหนดให้เป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานของไทย  วิจัยจาก Draugiem Group บอกว่า การทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ไม่ได้ทำให้คนมีประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีมากขึ้น แน่นอนว่าไม่มีใครที่ทำงานอย่างเดียวทั้ง 8 ชั่วโมง ถ้าต้องทำงานตลอดเวลาขนาดนั้นจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ซึ่งจริงๆ มันอยู่ที่ว่าเราจะบริหารเวลาและปรับใช้กับการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันอย่างไร

สัดส่วนเวลาทองคำ 52:17

งานวิจัยจาก Draugiem Group ใช้แอปพลิเคชันสำรวจและเก็บข้อมูลการทำงานของเหล่าพนักงาน โดยเปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการทำงานกับประสิทธิภาพของงาน พบว่า การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การแบ่งเวลาออกเป็นทำงาน 52 นาที และหยุดพัก 17 นาที

การทำงาน 52 นาที หมายถึงทำงานจริงๆ แบบมีสมาธิจดจ่ออย่างต่อเนื่อง ทุ่มเทให้กับงาน 100% ไม่มีการแวกแวก ไม่มีการเปิดหน้าจอหรือโซเชียลมีเดีย หรือทำอะไรอย่างอื่นระหว่างการทำงาน หลังจาก 52 นาที แล้วจึงหยุดพัก 17 นาที เป็นการพักจริงๆ พักให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งไม่ใช่การดูยูทูป เล่นไลน์ เล่นอินสตาแกรม ไถเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ ให้ออกห่างจากหน้าจอคอมแล้วลุกออกไปเดินเล่น พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน กินขนมนมเนย ให้พักสายตาจากคอมพิวเตอร์ โดยการไม่ทำอะไรที่เกี่ยวกับหน้าจอคอมพิวเตอร์เลย

เราจึงต้องจัดสรรเวลา 8 ชั่วโมง ให้เป็นเวลาทำงานที่ก่อให้เกิดงานที่มีประสิทธิภาพที่สุดใน 1 วัน ซึ่งช่วงเวลา 52 นาที จะได้ประสิทธิภาพหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพักผ่อน 17 นาทีนี่แหละ ถ้าสมองเราได้พักจริงๆ ก็จะสามารถทำงานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคมะเขือเทศหั่นเวลา 25 นาที

เรียกว่า Pomodoro Technique คำว่า Pomodoro เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า มะเขือเทศ เป็นอีกหนึ่งเทคนิคในการจัดสรรเวลาทำงานให้มีประสิทธิภาพ คิดค้นโดย ฟรานเซสโก ซิริลโล (Francesco Cirillo) โดยการทำงานเต็มที่แบบมีสมาธิเป็นเวลา 25 นาที หลังจากนั้นให้พัก 5 นาที แล้วกลับไปทำงานต่ออีก 25 นาที แล้วก็พักต่อ 5 นาที โดยจะทำแบบนี้จดครบ 4 รอบ จากนั้นรอบที่ 5 ให้หยุดพักยาว 25-30 นาที
.

.

.

ใครที่คิดว่าการทำงานติดกันนานๆ หลายชั่วโมงไม่เป็นผล ลองนำทั้งสองวิจัยนี้ไปปรับใช้ตามความเหมาะสมดู และสำหรับคนที่กำลังมองหาโอกาส หรือเริ่มที่จะปรับตัวกับเทรนด์ของ Remote Job กลางเดือนพฤษภาคมนี้ เราจะมี Remote Job Festival 2020 เป็นออนไลน์อีเวนต์ที่รวบรวม Remote Job จากหลากหลายบริษัทชื่อดังในไทย รอติดตามทางเพจเฟซบุ๊กเราได้เลย

ข้อมูลจาก RescueTime, QUARTZ และ francescocirillo.com

 

 

เริ่มออกแบบอาชีพของคุณตั้งแต่วันนี้เลย

อย่ามัวแต่รอให้โอกาสเข้ามาหา คุณสามารถเข้าหาโอกาสดีๆ ได้ด้วยตัวเอง! เราพร้อมช่วยเหลือในก้าวแรกบนหนทางสู่การผจญภัยในอนาคตของคุณ มาออกตามหาโอกาสทางอาชีพใหม่ๆ บนความก้าวหน้าและนวัตกรรมที่ทันสมัย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ GetLinks ตั้งแต่วันนี้เลย!

0 0 vote
Article Rating
Like the article? Feel free to share!
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x