Remote Working ทำงานที่ไหนก็ได้ ใครๆ ก็ชอบ


ใครๆ ก็อยากทำงานแบบ Remote Working

ในสมัยนี้การทำงานแบบ Remote Working ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกลและเร็ว ทำให้เอื้อต่อทุกคนซึ่งสามารถทำงานที่ไหนเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำที่ออฟฟิศเท่านั้น มีอินเทอร์เน็ตที่เร็วงและแรง รองรับการทำงานทุกที่ทุกเวลา แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ประหยัดเวลาการเดินทางในแต่ละวัน หลายองค์กรเริ่มปรับใช้แนวคิดนี้ เป็นอาทิตย์ละวันบ้าง หรือเดือนละ 1- 2 วันบ้าง ตามความเหมาะสมของแต่ละองค์กร

Work Life Balance

คนสมัยใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของตนเองกันมากขึ้น แนวคิด “Work-Life-Balance”  ที่พอดี ทุกคนจะจัดการกับ 24 ชั่วโมงของตัวเองแตกต่างกันออกไป สูตรที่นิยมใช้กันคือ 8:8:8 นั่นคือ ทำงาน 8 ชั่วโมง เวลาส่วนตัว 8 ชั่วโมง และนอนอีก 8 ชั่วโมง เราต้องรักษาจุดสมดุลให้เท่ากับอายุของเรา

ชั่วโมงการทำงานปกติส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 8 ชั่วโมงอยู่แล้ว แต่อาจจะปรับในส่วนของเวลาส่วนตัวและการนอน บางคนอาจจะนอนไม่ถึง 8 ชั่วโมง แต่ไปเพิ่มเวลาส่วนตัว ในที่นี้ เช่น ออกกำลังกาย พบปะเพื่อนฝูง ทำงานบ้าน งานอดิเรก หรือสังสรรค์ รวมถึงกิจวัตน์ประจำวันส่วนตัวที่เราจำเป็นต้องทำทุกวัน เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน ซักผ้า เป็นต้น การปรับเวลาจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

มีผลวิจัยกล่าวว่า 80% คนของพนักงานบริษัทในสหรัฐอเมริกาปฏิเสธบริษัทที่ไม่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ซึ่ง 1 ใน 3 นั้นให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการทำงานมากกว่าการมีตำแหน่งที่สูงขึ้น

ซึ่งเป็นไปตามผลวิจัยของ FlexJobs และ Global Workplace Analytics กล่าวว่า คนสหรัฐอเมริกาทำงานแบบ Remote Working เพิ่มมากขึ้น


ปี 2016 – 2017 เพิ่มขึ้น 7.9% ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 44% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมากถึง 91% และปี 2005 – 2017 การทำงานแบบ Remote เพิ่มมากขึ้นถึง 159% ซึ่งในปี 2015 แรงงานของสหรัฐ 3.9 ล้านคน ทำงานแบบ Remote  และในวันนี้อยู่ที่ 4.7 ล้านคน หรือ 3.4% ของประชากรทั้งหมด

ซึ่งการทำงาน Remote Working ก็เป็นผลดีต่อองค์กรเช่นกัน ในบรรดาสถิติการทำงานแบบ Remote พบว่า 85% ของบริษัทยืนยันว่าบริษัทมีกำไรมากขึ้น เป็นเพราะบริษัทมีความยืนหยุ่น ทำให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ 90% ของพนักงานกล่าวว่าการที่บริษัทมีความยืดหยุ่นเรื่องการทำงานมากยิ่งขึ้น ทำให้เหล่าพนักงานมีขวัญกำลังใจมากขึ้นตาม ในขณะที่ 77% กล่าวว่าการที่ปรับใช้แนวคิด Remote Working ทำให้ลดค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกด้วย

อาชีพ Remote Working มีอะไรบ้าง

1. Developer (นักพัฒนาต่างๆ)

เป็นผู้พัฒนาซอฟแวร์หรือแอปพลิเคชั่น ไม่ว่าจะเป็น Front-end Developer/Back-end Developer,/Full Stack Developer,/Mobile Developer/Programmer และ Software Engineer คิดว่าหลายคนคงรู้ๆกันว่าอาชีพนี้นั่งอยู่หน้าคอมทั้งวัน (ทั้งคืน) จริงๆ

2. Product Manager (ผู้จัดการผลิตภัณฑ์)

ทำหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์  แก้ไขปัญหา จัดลำดับความสำคัญ วางแผนกลยุทธ์ ทำให้มั่นใจว่าทุกคนเข้าใจว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง, เมื่อไหร่, และทำไม ตั้งแต่ กระบวนการ ก่อนการผลิต จนกระทั่ง เมื่อผลิตภัณฑ์หรือบริการ ถูกส่งมอบไปถึงลูกค้า และผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย มีความพึงพอใจสูงสุด จะต้องมีความรู้รอบด้านทั้งทาง development, business และ UX design

3. Graphic Designer (นักออกแบบกราฟฟิก)

ในยุคดิจิทัล รูปภาพมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมด้านการบริโภคมากขึ้น อย่างที่เขาว่ากันว่า คนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด คนส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงข้อความยาวๆ ยืดๆ เยอะๆ เพราะฉะนั้น Graphic Designer จึงมีหน้าที่ออกแบบรูปภาพเพื่อสื่อสารให้คนเข้าใจ แทนตัวหนังสือยาวๆ ภาพจะเป็นสิ่งที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายที่สุด สิ่งสำคัญ คือ เรื่องการสื่อสาร Graphic Designer จะต้องดีไซน์ภาพออกมาให้สวยงาม โดดเด่น น่าสนใจ โดยใช้ภาพประกอบ ตัวอักษร สี รูปแบบ ให้อ่านเข้าใจง่าย น่าสนใจ จดจำได้ดี ซึ่งจะนำมาสู่ยอดขายที่ดี

4. User Experience/User Interface (UX/UI)

UX จะทำงานเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้ใช้ จะเป็นในเรื่องของความรู้สึกต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย เว็บใช้งานง่าย โดยให้ความสำคัญกับอารมณ์และความรู้สึกของผู้ใช้เป็นหลัก ให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี และนำไปสู่ความพึงพอใจต่อการใช้งาน UX จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจผุ้ใช้ เพื่อให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้งานให้มากที่สุด

UI จะทำงานโฟกัสในด้านหน้าตา ความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอ ตัวอักษร รูปแบบ รูปร่าง สี ปุ่ม แป้นพิมพ์ โดยให้ความสำคัญในส่วนของภายนอกทั้งหมด เรียกว่าเป็น First Impression ของผูเ้ใช้ก่อนการใช้งาน UI จะต้องมีเซ้นในเรื่องการออกแบบให้เห็นแล้วน่าใช้งาน และจะต้องมีเอกลักษณ์ โดดเด่นตามลักษณะของแบรนด์

5. Social Media Executive/Admin (ผู้ดูแลโซเชียลมีเดีย)

Social Media นับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องมีคนดูแลในส่วนนี้โดยเฉพาะ นั่นคือ Social Media Executive/Admin นั่นเอง เป็นการสร้างตัวตนของแบรนด์นั้นๆ ในโลก Digital ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram, Youtube หรือ Tiktok ทั้งการสร้างดูแล Persona ของแบรนด์, Mood & Tone, Style ในการสื่อสาร และคอนเทนต์ต่างๆ ที่จะโพสต์ ดังนั้นการทำหน้าที่เป็นหน้าตาแบรนด์นี่เองจึงสำคัญมาก บางองค์กรหน้าที่นี้อาจจะครอบคลุมทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การทำ Communication Plan ไปจนถึงขั้นตอน Execution เลยก็ได้ หรือบางองค์กรอาจจะเพียงแค่ให้ถาม-ตอบคำถามเท่านั้นก็มี

6. Creative (นักสร้างสรรค์)

เป็นอาชีพที่มาพร้อมความคิดสร้างสรรค์ จะจัดอยู่ในสื่อมวลชนประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ เอเจนซี่โฆษณา ค่ายเพลงและดนตรีต่างๆ ใครที่ขี้เบื่อหรือไม่ชอบทำงานที่จำเจ นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพราะคุณจะได้ทำสิ่งใหม่ๆเสมอๆ ได้คิดตลอดเวลา และนำความคิดนั้นมาสร้างสรรค์และถ่ายทอดออกมาผ่านภาพ ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่ต้องสื่อสารได้ดี

7. Film/Video Editor (นักตัดต่อหนัง/วิดีโอ)

เป็นผู้จัดการสร้างสรรค์ลำดับภาพ รวมถึงอารมณ์และความรู้สึก จากภาพหรือวิดีโอที่ได้มาจากกระบวนการการถ่ายทำ ออกมาเป็นการเล่าเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เช่น วิดีโอประกอบเนื้อหาในโซเชียลมีเดีย ภาพยนตร์ โฆษณา วิดีโอประกอบเพลง นักตัดต่อจะต้องมีเซ้นเรื่องการลำดับภาพ

8. Call Center (ศูนย์บริการลูกค้า)

มีหน้าที่คอยบริการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า บริษัทหรือบริการต่างๆ  บริการหลังการขาย รวมถึงให้คำแนะนำ แก้ไขปัญหา เพื่อความสะดวกแก่ผู้ใช้สินค้า และบริการ นำมาสู่ความพึงพอใจของลูกค้า

9. Online Seller (ขายออนไลน์)

ทุกวันนี้มีผู้คนมากมายสนใจอยากเริ่มทำธุรกิจออนไลน์หรือขายของออนไลน์ เรียกได้ว่า เป็นอาชีพใหม่ยอดฮิตในยุค 4.0 เพราะดูเป็นอาชีพที่ทำง่าย และหลายคนประสบความสำเร็จกับการขายออนไลน์  จริงๆ ก็คือ อาชีพค้าขายทั่วไป แต่จะต่างกันตรงที่หน้าร้านอยู่ในระบบออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟสบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม เว็บไซต์

10. Translator/Interpreter (นักแปลภาษา)

ใครที่ถนัดภาษาที่สาม สามารถรับอาชีพนี้เป็นอาชีพเสริมก็ได้นะ จำเป็นต้องมีปฏิภาณไหวพริบบวกกับความคิดสร้างสรรค์ในการแปลงานหนึ่งๆ หน้าที่หลัก คือ แปลเอกสารจากภาษาหลักสู่ภาษาเป้าหมาย ความแตกต่างของ Translator กับ Interpreter คือ Translator จะแปลความหมายจากเอกสาร, สิ่งพิมพ์, จดหมาย, หนังสือ หรือนวนิยาย ส่วน Interpreter แปลและตีค่าความหมายจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง, หรือผ่านสื่อ, ผ่านการสัมภาษณ์

11. Tutor (คุณครู/ติวเตอร์)

มีหน้าที่สอนเสริมความรู้ แนะนำเคล็ดลับ ติวสอบ รวมไปถึงสร้างวินัยให้นักเรียน หรือบางครั้งอาจจะต้องสอนซ่อมเพิ่มเติม อุดรอยรั่วในจุดที่นักเรียนไม่เข้าใจ หรือเนื้อหาที่ตกหล่นไปจากคลาสเรียนในห้องเรียน ส่วนใหญ่จะสอดแทรกความสนุกสนาน ปรับบรรยากาศให้วิชาที่สอนน่าเรียนขึ้น และมีเทคนิควิธีการต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจนักเรียน อาจจะมีจุดประสงค์แตกต่างกันไปบ้าง เช่น เพื่อติวสอบ เพื่อปรับพื้นฐาน เพื่อปรับความเข้าใจ

ประโยชน์ของ Remote Working มีอะไรบ้าง

1. มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น

2. มีสุขภาพที่ดีขึ้น

3. เก็บเงินได้มากกว่าเดิม

4. ดีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

5. มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

6. พนักงานอยู่กับบริษัทนานขึ้น

7. พนักงานลาป่วยน้อยลง

วันแรงงานที่ผ่านมา Getlinks เปิดตัว Remote Job Fest 2020 เป็นอีเวนต์ Job Fair ออนไลน์ รวมงานรีโมทมากกว่า 3,000 ตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 พฤษภาคมนี้ เร่าอยากเป็นพื้นที่เล็กๆ เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกงาน #saveคนตกงาน จากวิกฤตโควิด-19 ใครที่กำลังมองหางานใหม่ หรืออยากหารายได้เสริมเพิ่มเติม ไปที่อีเวนต์เราได้เลย https://getlinks.co/events/345

Source: Flexjobs

 

 

เริ่มออกแบบอาชีพของคุณตั้งแต่วันนี้เลย

อย่ามัวแต่รอให้โอกาสเข้ามาหา คุณสามารถเข้าหาโอกาสดีๆ ได้ด้วยตัวเอง! เราพร้อมช่วยเหลือในก้าวแรกบนหนทางสู่การผจญภัยในอนาคตของคุณ มาออกตามหาโอกาสทางอาชีพใหม่ๆ บนความก้าวหน้าและนวัตกรรมที่ทันสมัย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ GetLinks ตั้งแต่วันนี้เลย!

 

Leave a comment